บทความเด็ด

ดูบทความทั้งหมด

กระดานข่าว Vmodtech

เข้าเว็บบอร์ด

Update ข่าวสาร

ดูข่าวทั้งหมด

เมนบอร์ดรุ่นใหม่ Intel Z370 จะไม่สามารถใช้งานกับซีพียู Intel Gen 7th “Kabylake” รุ่นเก่าได้

intel i7 8700k vs 7700k 1000x609 เมนบอร์ดรุ่นใหม่ Intel Z370 จะไม่สามารถใช้งานกับซีพียู Intel Gen 7th Kabylake รุ่นเก่าได้

วันนี้ก็มีข่าวไม่สู้จะดีนักสำหรับสาวกอินเทลกับอีกหนึ่งแหล่งข่าว Hardware.info ที่ยืนยันว่าเมนบอร์ด Intel Z370 จะไม่สามารถใช้งานกับซีพียู Intel Gen 7th “Kabylake” รุ่นเก่าได้หรือซีพียูรุ่นใหม่ที่กำลังจะเปิดตัวอย่าง Intel i7-8700K Gen 8th “Coffee Lake” ก็จะไม่สามารถลดตัวลงไปใช้กับเมนบอร์ดชิบเซ็ตรุ่นเก่าอย่าง Z270/170ได้เช่นกัน ถึงแม้ว่าซ๊อกเก็ตจะเหมือนกัน 1151 ก็ตาม โดยทางอินเทลไม่มีแผนที่จะทำให้ซีพียูหรือเมนบอร์ดใช้งานร่วมกันได้อีกเหมือนดังเช่นก่อนหน้านี้ จากข่าวนี้ก็น่าจะชัวร์มากๆแล้วล่ะครับว่าซีพียูรุ่นใหม่อย่าง Intel Gen 8th “Coffee Lake” นั้นจะต้องใช้เมนบอร์ดรุ่นใหม่ Intel Z370 เท่านั้น สาวกอินเทลที่จะซื้อคอฟฟี่เลคเตรียมตังค์สอยเมนบอร์ดตัวใหม่ไว้ด้วยได้เลยนะครับ

intel z370 z270 เมนบอร์ดรุ่นใหม่ Intel Z370 จะไม่สามารถใช้งานกับซีพียู Intel Gen 7th Kabylake รุ่นเก่าได้

ที่มา https://videocardz.com/


ไมโครซอฟท์เผยรายงานด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ฉบับล่าสุด ตรวจพบภัยคุกคามมัลแวร์ในไทยสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกถึง 2 เท่า

imgtwo ไมโครซอฟท์เผยรายงานด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ฉบับล่าสุด ตรวจพบภัยคุกคามมัลแวร์ในไทยสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกถึง 2 เท่า

รายงานด้านความปลอดภัยฉบับล่าสุด พบว่าการโจมตีบัญชีผู้ใช้บนระบบคลาวด์เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าทั่วโลก ในขณะที่องค์กรต่างๆ ย้ายข้อมูลของตนไปไว้บนคลาวด์มากขึ้นเรื่อยๆ

กรุงเทพฯ  18 กันยายน 2560 – ไมโครซอฟท์ เอเชีย เผยผลการศึกษาจากรายงานสรุปสถานการณ์ความปลอดภัยเชิงดิจิทัล Security Intelligence Report (SIR) ฉบับที่ 22 ซึ่งพบว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่เผชิญความเสี่ยงจากมัลแวร์ต่างๆ มากที่สุด โดยในไตรมาสแรกของปี พ.ศ. 2560 พบว่ามีอัตราการตรวจพบมัลแวร์อยู่ที่ 20.20 เปอร์เซ็นต์ ในเครื่องคอมพิวเตอร์กลุ่มตัวอย่างที่ใช้โปรแกรมรักษาความปลอดภัยแบบเรียลไทม์ของไมโครซอฟท์ ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยระดับโลกที่ 9% ถึงกว่าเท่าตัว

อันดับที่น่าสนใจของอัตราการตรวจพบมัลแวร์ จาก 21 ประเทศในทวีปเอเชีย #1 – บังคลาเทศ #4 – อินโดนีเซีย #9 – ไทย #12 – จีน #14 – มาเลเซีย #18 – สิงคโปร์

นอกจากนี้ รายงานดังกล่าวยังพบว่าอัตราการตรวจพบมัลแวร์ในประเทศไทยได้ลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปี พ.ศ. 2559 โดยคิดเป็นอัตราที่ลดลง 16.20 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

รายงาน SIR ของไมโครซอฟท์จัดทำขึ้นทุก 6 เดือนเพื่อเปิดเผยสถิติและข้อมูลเชิงลึกในภาพรวมของภัยคุกคามต่างๆ ในระดับโลก โดยเฉพาะประเด็นเรื่องช่องโหว่ด้านความปลอดภัยในซอฟต์แวร์ ช่องทางการจู่โจม มัลแวร์ และการโจมตีผ่านเว็บไซต์ โดยในฉบับล่าสุดนี้ มีการติดตามข้อมูลภัยคุกคามทั้งบนเครือข่ายหรืออุปกรณ์ปลายทาง[1]และในระบบคลาวด์ ครอบคลุมรวมกว่า 100 ประเทศทั่วโลก พร้อมทั้งยังแนะนำวิธีปฏิบัติ และทางแก้ไขที่ดีที่สุด ที่สามารถช่วยให้องค์กรป้องกัน ตรวจพบ และรับมือกับภัยต่างๆ เหล่านี้ได้

“ด้วยจำนวนของอุปกรณ์ปลายทางที่เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมถึงพลังของระบบคลาวด์ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ทำให้โอกาสในการปฏิรูปธุรกิจสู่ยุคดิจิทัลขยายวงกว้าง และมีผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อสังคมของเราอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” คีชาว์ฟ ดาห์คาด ผู้ช่วยที่ปรึกษาด้านกฏหมายและผู้อำนวยการด้านการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาและหน่วยอาชญากรรมดิจิทัล ไมโครซอฟท์ เอเชีย กล่าว

“อย่างไรก็ตาม การปรับใช้นวัตกรรมเชิงดิจิทัลให้บรรลุศักยภาพอย่างเต็มที่ ผู้ใช้จำเป็นต้องเชื่อมั่นในเทคโนโลยีที่พวกเขามีอยู่เสียก่อน ไมโครซอฟท์มีความมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือให้ลูกค้าและพันธมิตรของเราในการสร้างความเชื่อมั่นนั้น โดยก้าวแรกของเราคือการช่วยให้พวกเขาเข้าใจถึงภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่มีอยู่มากมายหลายรูปแบบ เพื่อให้สามารถยกระดับรูปแบบและวิธีการในการรับมือกับความเสี่ยงเหล่านี้ได้”

มัลแวร์เรียกค่าไถ่ คลื่นลูกใหม่ของภัยออนไลน์

มัลแวร์เรียกค่าไถ่เป็นหนึ่งในมัลแวร์ประเภทที่เลวร้ายที่สุดในปีพ.ศ. 2560 โดยในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ มีการโจมตีด้วยไวรัสเรียกค่าไถ่ 2 ระลอก เมื่อมัลแวร์ WannaCrypt และ Petya อาศัยจุดอ่อนในระบบปฏิบัติการวินโดวส์รุ่นเก่าเข้าจู่โจมดีไวซ์นับแสนเครื่องทั่วโลกจนไม่สามารถใช้งานได้ ด้วยการเข้ารหัสข้อมูลอย่างผิดกฎหมาย เหตุการณ์ดังกล่าวไม่เพียงส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของบุคคลทั่วไปเท่านั้น แต่ยังทำให้การดำเนินธุรกิจของหลายองค์กรต้องเป็นอัมพาตไปด้วย

การโจมตีทั้งสองระลอกมุ่งเป้าไปที่ทวีปยุโรปเป็นหลัก ขณะที่ประเทศในเอเชียส่วนใหญ่ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก ดังจะเห็นได้จากการที่ญี่ปุ่นและจีนเป็นสองชาติที่มีอัตราการตรวจพบมัลแวร์เรียกค่าไถ่ต่ำที่สุด โดยมีเพียงประเทศเกาหลีใต้เท่านั้นที่แตกต่างจากชาติอื่นๆ ในเอเชีย ด้วยอัตราการตรวจพบมัลแวร์เรียกค่าไถ่ที่สูงสุดเป็นอันดับสองของโลก

อาชญากรไซเบอร์ในปัจจุบันจะพิจารณาเลือกเป้าหมายการโจมตีด้วยมัลแวร์เรียกค่าไถ่โดยพิจารณาจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นจีดีพีของประเทศ อายุเฉลี่ยของผู้ใช้คอมพิวเตอร์ และวิธีจ่ายเงินค่าไถ่ที่รองรับในแต่ละประเทศ ส่วนภาษาที่ใช้ในแต่ละภูมิภาคก็อาจเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มีส่วนสำคัญ เนื่องจากโอกาสในการจู่โจมสำเร็จมักขึ้นอยู่กับความสามารถในการใช้ข้อความโน้มน้าวให้ผู้ใช้คอมพิวเตอร์เปิดไฟล์ที่มีมัลแวร์แฝงอยู่

อัตราการตรวจพบมัลแวร์เรียกค่าไถ่ทั่วโลกในเดือนมีนาคม 2560

Win32/Spora ถือเป็นหนึ่งในมัลแวร์เรียกค่าไถ่ที่แพร่หลายที่สุด และยังเป็นมัลแวร์ประเภทนี้ที่พบได้มากที่สุดในเดือนมีนาคม 2560 อีกด้วย Spora จะเลือกเข้ารหัสเฉพาะประเภทไฟล์ที่นิยมใช้งานกันอย่างแพร่หลาย เช่น .doc, .docx, .jpg, .pdf, .xls, .xlsx, และ .zip นอกจากนี้ มัลแวร์ชนิดนี้ยังมีความสามารถในการแพร่กระจายไปสู่คอมพิวเตอร์อื่นๆ ในเครือข่ายได้ในแบบเดียวกับมัลแวร์ในกลุ่มเวิร์มอีกด้วย

บัญชีผู้ใช้และบริการคลาวด์ตกเป็นเป้าโจมตีของอาชญากร

ในปัจจุบัน ธุรกิจส่วนใหญ่ได้หันมาพึ่งพาระบบคลาวด์ในฐานะศูนย์กลางการเก็บข้อมูลขององค์กร จึงทำให้มีข้อมูลอันล้ำค่าและทรัพย์สินดิจิทัลมากมายเก็บไว้บนคลาวด์มากขึ้น ด้วยเหตุนี้เอง ระบบคลาวด์จึงตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีโดยอาชญากรไซเบอร์มากขึ้นเรื่อยๆ

รายงาน SIR ฉบับนี้เผยว่าบัญชีผู้ใช้คลาวด์ ทั้งในระดับผู้บริโภคทั่วไปและระดับองค์กร เพิ่มสูงขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 300 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่จำนวนครั้งการพยายามล็อกอินเข้าใช้งานระบบจากไอพีแอดเดรสที่ประสงค์ร้ายก็เพิ่มสูงขึ้นกว่า 44 เปอร์เซ็นต์จากปีก่อนหน้า

สำหรับสาเหตุที่ทำให้การจู่โจมในรูปแบบดังกล่าวนี้ประสบผลสำเร็จ มักเกิดจากการที่บัญชีเป้าหมายมีรหัสผ่านที่เดาง่าย หรือขาดการบริหารจัดการที่ดีพอ ตามมาด้วยการหลอกลวงเพื่อเอาข้อมูล และการรั่วไหลของข้อมูลผ่านทางบริการของบุคคลที่สาม เมื่อการโจมตีบัญชีผู้ใช้บนระบบคลาวด์มีความถี่มากขึ้นและซับซ้อนยิ่งขึ้น จึงเท่ากับว่าผู้ใช้ในปัจจุบันต้องหันมาพึ่งพาเครื่องมืออื่นๆ นอกเหนือจากรหัสผ่านในการยืนยันตัวตนเข้าใช้งาน

การสร้างความน่าเชื่อถือในโลกดิจิทัล ด้วยแนวทางการรับมือความเสี่ยงที่เคร่งครัดมากยิ่งขึ้น

ขณะที่ภัยคุกคามต่างๆ ยังคงพัฒนาและเติบโตอย่างต่อเนื่อง ภาคธุรกิจจึงจำเป็นต้องมีโครงสร้างระบบรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่แข็งแกร่ง และแนวทางที่เคร่งครัดในด้านการดูแลรักษาความปลอดภัยของระบบอย่างจริงจัง ซึ่งจะช่วยให้พวกเขาสามารถปกป้องสภาพแวดล้อมเชิงดิจิทัลขององค์กรให้ปลอดภัย ตรวจพบภัยคุกคามอย่างทันท่วงที และตอบโต้กับการโจมตีได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

แม้ว่าจะต้องเผชิญกับภัยร้ายมากมายที่พัฒนาไปอยู่ตลอดเวลา ทั้งบุคคลทั่วไปและองค์กรธุรกิจต่างก็สามารถลดความเสี่ยงด้านอาชญากรรมไซเบอร์ให้น้อยลง และเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบคอมพิวเตอร์ได้ ด้วย 4 แนวทางปฏิบัติดังนี้

·       อย่าทำงานด้วยไวไฟสาธารณะ ซึ่งผู้โจมตีสามารถดักฟังหรืออ่านเนื้อหาการสื่อสารของคุณ แอบเก็บข้อมูลชื่อผู้ใช้และรหัสผ่าน รวมถึงเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวได้

·       หมั่นอัพเดทระบบปฏิบัติการให้ทันสมัยอยู่เสมอ รวมถึงโปรแกรมซอฟต์แวร์อื่นๆ ด้วย เพื่อให้แน่ใจว่ามีเวอร์ชั่นล่าสุดติดตั้งไว้ใช้งานแล้ว ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากการโจมตีผ่านทางช่องโหว่ในซอฟต์แวร์นั้นๆ ทั้งนี้ ผู้ใช้ควรเลือกใช้งานวินโดวส์ 10 รุ่นล่าสุด เพื่อใช้ประโยชน์จากความสามารถใหม่ๆ ด้านความปลอดภัยบนแพลตฟอร์มนี้

·       ลดความเสี่ยงที่จะถูกละเมิดสิทธิ์การเข้าใช้งานระบบ ด้วยการให้ความรู้แก่ผู้ใช้ว่าเหตุใดพวกเขาจึงไม่ควรใช้รหัสผ่านธรรมดาที่เดาได้ง่าย และควรหันมาใช้วิธีพิสูจน์ตัวตนแบบหลายขั้นตอน เช่น Azure Multi-Factor Authentication (MFA) ที่ให้บริการโซลูชั่นการพิสูจน์ตัวตนแบบสองขั้นสำหรับผู้ใช้ในองค์กร จึงช่วยปกป้องข้อมูลและแอพพลิเคชั่นให้ปลอดภัย และยังตอบโจทย์ความต้องการในเรื่องกระบวนการลงชื่อเข้าใช้ที่สะดวก โดยมีระบบยืนยันตัวตนที่น่าเชื่อถือ ผ่านตัวเลือกในการพิสูจน์ยืนยันที่ทั้งใช้งานง่ายและมีให้เลือกหลายรูปแบบ

·       บังคับใช้นโยบายด้านความปลอดภัยที่ควบคุมการเข้าถึงข้อมูลละเอียดอ่อน และจำกัดการเข้าถึงเครือข่ายขององค์กรให้ใช้ได้เฉพาะผู้ใช้ สถานที่ อุปกรณ์ และระบบปฏิบัติการที่เหมาะสมเท่านั้น โซลูชั่นอย่าง Microsoft Azure Active Directory Identity Protection ช่วยให้บริษัทสามารถวางนโยบายโดยพิจารณาความเสี่ยงเป็นสำคัญ เพื่อปกป้องตัวตนของทุกคนทั่วทั้งองค์กร นโยบายเหล่านี้สามารถบล็อกผู้ใช้ที่ไม่ได้รับอนุญาต หรือให้คำแนะนำในด้านต่างๆ เช่นการรีเซ็ตรหัสผ่าน หรือการบังคับใช้ระบบพิสูจน์ตัวตนแบบหลายขั้นตอน

“ในยุคดิจิทัล ความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญที่เราไม่สามารถเก็บไว้พิจารณาในภายหลังได้ เราจะต้องพัฒนาศักยภาพด้านความปลอดภัยที่ทำงานเป็นส่วนหนึ่งของระบบ มีคุณสมบัติครอบคลุมทุกด้าน และสามารถปกป้องข้อมูลได้อย่างชาญฉลาด ด้วยข้อมูลโดยละเอียดเกี่ยวกับภัยคุกคามต่างๆ ในรายงาน SIR ของเรา โซลูชั่นด้านความปลอดภัยอันล้ำสมัย และแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดในด้านความปลอดภัยของระบบ จะช่วยให้องค์กรสามารถผนึกรวมให้ความปลอดภัยทางไซเบอร์กลายเป็นส่วนหนึ่งในดีเอ็นเอขององค์กร” นายคีชาว์ฟกล่าว “เมื่อความปลอดภัยเป็นปัจจัยสำคัญลำดับต้นๆ แล้ว เราจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นในเทคโนโลยี และเสริมสร้างการปฏิรูปธุรกิจสู่ยุคดิจิทัลได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากขึ้น จนสามารถก้าวไปสู่ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ได้”

รายงาน SIR เป็นเพียงส่วนหนึ่งของแนวทางด้านความปลอดภัยของไมโครซอฟท์ ซึ่งครอบคลุมถึงแพลตฟอร์มแบบองค์รวม ข้อมูลเชิงลึก และเครือข่ายพันธมิตรทั่วโลก แนวทางดังกล่าวเป็นส่วนสำคัญในการปฏิรูปธุรกิจสู่ยุคดิจิทัลขององค์กรชั้นนำในภูมิภาคเอเชีย สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรายงาน Security Intelligence Report และเอกสารรายงานฉบับเต็ม สามารถค้นหารายละเอียดได้ที่ www.microsoft.com/sir และบล็อก Microsoft Secure

msft sir ig final all ไมโครซอฟท์เผยรายงานด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ฉบับล่าสุด ตรวจพบภัยคุกคามมัลแวร์ในไทยสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกถึง 2 เท่า

NVIDIA เรียนรู้ ค้นพบ และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ในงาน NVIDIA AI Conference

1 NVIDIA เรียนรู้ ค้นพบ และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ในงาน NVIDIA AI Conference



งานประจำภูมิภาค ที่จัดขึ้นเป็นเวลา 2 วัน เพื่อให้ความสำคัญกับนวัตกรรมโดยใช้ GPU ในระบบการเรียนรู้เชิงลึก


เอ็นวิเดียจัดงาน “NVIDIA AI Conference” ประจำภูมิภาคเป็นครั้งแรกที่สิงคโปร์ ในเดือนตุลาคม ที่จะถึงนี้ การประชุมครั้งนี้จะเน้นในเรื่องของการประมวลผลแบบใหม่ด้วย GPU ในระบบการเรียนรู้เชิงลึกว่าจะสามารถเปลี่ยนโลกได้อย่างไร
การประชุมสองวันนี้จะจัดขึ้นที่ Suntec Singapore International Convention and Exhibition Center ซึ่งจะเริ่มต้นด้วยการประชุมเชิงปฏิบัติการของสถาบันการเรียนรู้ในเชิงลึก (Deep Learning Institute - DLI) ในวันที่ 23 ตุลาคม ตามด้วยการบรรยายพิเศษตลอดทั้งวันจากวิทยากรที่มีชื่อเสียง การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ในสามประเด็นหลัก ได้แก่ สมาร์ทซิตี้, ภาพรวมของอุตสาหกรรม รวมถึงงานวิจัยและพัฒนา ในวันที่ 24 ตุลาคม


งานประชุมในครั้งนี้เหมาะสำหรับ นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล และผู้มีอำนาจตัดสินใจระดับสูงในสาขาปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทั้งภาครัฐและเอกชน



“สิงคโปร์มีเป้าหมายที่จะเป็นสมาร์ทเนชั่นรายแรกของโลก และ AI จะเข้ามามีบทที่บาทสำคัญ NVIDIA อยู่ในฐานะที่สามารถจะช่วยผลักดันการริเริ่มด้านสมาร์ทเนชั่นของรัฐบาล ด้วยการพัฒนาโซลูชันที่ทำงานร่วมกับ AI, GPU ของเรากำลังสร้างพาดหัวข่าวทั่วโลกด้วยการทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่ใช้ระบบการเรียนรู้เชิงลึก” Raymond Teh รองประธานฝ่ายขายและการตลาดประจำภูมิภาค APAC ของ NVIDIA กล่าว

การประชุมเชิงปฏิบัติการ DLI ที่สิงคโปร์ ผู้เข้าอบรมจะได้รับประสบการณ์ที่มีคุณค่า ของระบบการเรียนรู้ในแบบเชิงลึก โดยจะแบ่งเป็นสองหัวข้อหลักคือ “Deep Learning for Scene Description Generation” และ “Deep Learning for Healthcare”

พบกับวิทยากรที่มีชื่อเสียง

วิทยากรหลัก ได้แก่ ดร. เดวิด บี. เคิร์ก จากเอ็นวิเดีย และ ดร. หว่านหลี มิน หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ด้าน AI ของอาลีบาบากรุ๊ป

ดร. เคิร์ก เป็นนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของ NVIDIA ตั้งแต่ปี 1997 ถึงปี 2009 ซึ่งเขาเป็นผู้นำทีมพัฒนาเทคโนโลยีกราฟิกสำหรับแพลตฟอร์มบันเทิงสำหรับผู้บริโภคที่เป็นที่นิยมมากที่สุดในปัจจุบัน เขาได้คิดค้น สิทธิบัตรมากกว่า 60 รายการ และการยื่นขอจดสิทธิบัตรเกี่ยวกับการออกแบบกราฟิก และเผยแพร่บทความมากกว่า 50 เรื่องเกี่ยวกับเทคโนโลยีกราฟฟิก เขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีวิทยาศาสตร์และปริญญาโทสาขาวิศวกรรมเครื่องกลจาก Massachusetts Institute of Technology และ Masters of Science และปริญญาเอกด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์จาก California Institute of Technology

ดร. มิน ได้รับปริญญาเอกด้านสถิติจากมหาวิทยาลัยชิคาโก เขาดำรงตำแหน่งงานวิจัยที่ IBM TJ Watson Research Centre, IBM Singapore และ Google ในปี 2556 เขาได้เข้าร่วมกลุ่มอาลีบาบาในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายวิทยาการข้อมูล ปัจจุบันเขาทำหน้าที่เป็นหัวหน้านักวิทยาศาสตร์ด้าน AI ของอาลีบาบา คลาวด์ และผู้จัดการทั่วไปของธุรกิจข้อมูลขนาดใหญ่ เขาเป็นผู้นำในการพัฒนาโซลูชันต่าง ๆ ของอาลีบาบา ไม่ว่าจะเป็น ET City Brain, ET Industry Brain, ET Medical Brain และ ET Environment Brain

สามหัวข้อตามความสนใจ

ผู้เข้าร่วมสามารถเลือกติดตามจากสามหัวข้อหลักของงาน เพื่อเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญของ AI ในแต่ด้าน เพื่อที่ได้เรียนรู้ว่าการเริ่มต้นในระยะแรกควรทำอย่างไร และจะเริ่มต้นในการสร้างนวัตกรรมได้อย่างไร:

•    AI สำหรับเมืองอัจฉริยะ: เทคโนโลยี AI ช่วยปรับปรุงชีวิตในเมืองและรับมือกับความท้าทายต่าง ๆ เช่นความแออัด ความหนาแน่น อายุประชากร และมลภาวะ ระบบวิเคราะวิดีโอแบบอัจฉริยะที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งสามารถเปลี่ยนพิกเซลที่เราเห็นให้เป็นความปลอดภัยสาธารณะ และโซลูชันเมืองที่ชาญฉลาด

•    AI สำหรับอุตสาหกรรม: AI ถูกนำมาใช้ในหลายอุตสาหกรรม จะได้เรียนรู้การนำ AI ไปใช้ในด้านการเงิน การดูแลสุขภาพ การค้าปลีก และอุตสาหกรรมอื่น ๆ มองหาวิธีที่จะใช้ GPU เพื่อประมวลผลวิเคราะห์ มองเห็นภาพ และปลดปล่อยพลังของ AI เพื่อแปลงธุรกิจดิจิทัลให้กลายเป็นองค์กร AI

•    AI สำหรับการวิจัย: AI ช่วยเพิ่มศักยภาพในการค้นคว้าวิจัยด้วยความก้าวหน้าที่น่าตื่นเต้นและมีแนวโน้มในด้านการเรียนรู้ลึก ๆ

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ NVIDIA AI Conference สามารถเยี่ยมชมได้ที่ https://www.nvidia.com/en-sg/ai-conference/

ผลทดสอบ AMD Raven Ridge APUs รุ่นใหม่ล่าสุดแรงกว่า AMD Bristol Ridge ถึง 90% เลยทีเดียว

jim anderson page 016 1 1030x579 ผลทดสอบ AMD Raven Ridge APUs รุ่นใหม่ล่าสุดแรงกว่า AMD Bristol Ridge ถึง 90% เลยทีเดียว

วันนี้ก็ีข่าวซีพียูในแพลตฟอร์ม Mobile APU ที่ใช้งานในบรรดาโน๊ตบุ๊คหรือแล๊ปท๊อปต่างๆใน AMD Ryzen Mobile APU ที่กำลังจะเปิดตัวในไม่ช้านี้ในชื่อรุ่น AMD Raven Ridge APUs ซึ่งเป็นสถาปัตย์ร่วมกันระหว่าง Zen CPU & Vega GPU กับผลทดสอบที่เทียบกับซีพียูในรุ่นก่อนหน้านี้อย่าง AMD Bristol Ridge ที่ประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นถึง 90เปอร์เซ็น ซึ่งเรียกได้ว่าเกือบแรงเป็นสองเท่าจากรุ่นก่อนหน้านี้กันเลยทีเดียว ซึ่งประสิทธิภาพความแรงนั้นเปรียบเทียบโดย CPU แรงขึ้น 50% และ GPU แรงขึ้น 40% รวมทั้งอัตราการบริโภคไฟที่ต่ำลงมากกว่าครึ่งนึงเลยทีเดียว โดยซีพียูร่นใหม่ล่าสุด AMD Ryzen Mobile APU นี้มีสเปคในรหัสซีพียู The Ryzen 5 2500U ในโค๊ดเนม Raven Ridge ในโมเดล AMD Mandolin มีจำนวนคอร์ 4คอร์ 8เทรด ความเร็ว 2.0Ghz cache รวมทั้งหมด L2+L3 รวม 6MB และมีผลทดสอบที่หลุดออกมากับโปรแกรม Greekbench ที่ทำคะแนนแบบ Single Core อยู่ที่  3625คะแนน และแบบ Muti-Core อยู่ที่ 9723คะแนน กันเลยทีเดียว ก็ถือเป็นซีพียูรุ่นใหม่ที่ยังไม่เปิดตัวอย่างเป็นทางการแต่ก็มีสเปคกับผลทดสอบหลุดๆออกมาให้เราชมก่อนตัดสินใจซื้อกันครับ เห็นได้ชัดครับว่า AMD นั้นยังไม่ทิ้ง APU ตัวแรงที่เป็นหน้าเป็นตาของทาง AMD ในหลายปีมานี้ สาวกก็เตรียมตัวให้พร้อมครับ มาแน่นอน “AMD Raven Ridge”

amd ryzen 5 2500u raven ridge mobile apu 732x740 ผลทดสอบ AMD Raven Ridge APUs รุ่นใหม่ล่าสุดแรงกว่า AMD Bristol Ridge ถึง 90% เลยทีเดียว

amd ryzen 5 2500u raven ridge mobile apu geekbench 4 performance benchmark ผลทดสอบ AMD Raven Ridge APUs รุ่นใหม่ล่าสุดแรงกว่า AMD Bristol Ridge ถึง 90% เลยทีเดียว2017 09 18 10 01 47 ผลทดสอบ AMD Raven Ridge APUs รุ่นใหม่ล่าสุดแรงกว่า AMD Bristol Ridge ถึง 90% เลยทีเดียว

ที่มา  http://wccftech.com/


Intel เตรียมเปิดตัวเมนบอร์ดชิบเซ็ต Intel Z390 ซึ่งพร้อมรองรับซีพียู Intel Gen 9th “Ice Lake” จำนวนคอร์ 8C/16T ในปี 2018

intel logo hardware Intel เตรียมเปิดตัวเมนบอร์ดชิบเซ็ต Intel Z390 ซึ่งพร้อมรองรับซีพียู Intel Gen 9th Ice Lake จำนวนคอร์ 8C/16T ในปี 2018

วันนี้ก็มีข่าวออกมาให้ได้ชมกันครับกับข่าว Intel เตรียมเปิดตัวเมนบอร์ดชิบเซ็ต Intel Z390 ซึ่งพร้อมรองรับซีพียูจำนวนคอร์ 8C/16T Mainstream platform ในครึ่งปี 2018 ในปีหน้าตามโรดแม๊ป โดยชิบเซ็ต Z370 ซึ่งกำลังจะวางตลาดในไม่กี่เดือนนี้รองรับการมาของ Intel Gen 8th “Coffee Lake” ซีพียูรุ่นใหม่ที่กำลังจะทำการเปิดตัวในเร็วๆนี้ ในส่วนของเมนบอร์ดรุ่นกลางและเล็กก็จะมี B360 กับ H370 ออกมาอีกสองรุ่นสำหรับผู้ใช้งานทั่วไป ซึ่งถ้าดูแล้วซีพียูที่จะรองรับการทำงานของชิบเซ็ต Z390 นั้นสเปคจะไปชนกับ AMD RYZEN 7 กันเลยทีเดียว โดยตามข่าวที่ออกมามีการพูดถึงชิบเซ็ต Z390 ที่รองรับซีพียูจำนวนคอร์ 8C/16T คาดกันว่าซีพียูรุ่นดังกล่าวก็น่าจะเป็น Intel Gen 9th “Ice Lake” ขนาดสถาปัตย์ 10nm นั่นเองครับ ก็ต้องดูกันครับว่าอินเทลนั้นเริ่มขยับซีพียูในระดับ Mainstream platform แบบเต็มรูปแบบกันแล้ว การแข่งขันของซีพียูต่อจากนี้ยาวๆนั้น ดุเดือดแน่นอนครับ

intel 300 series 8th gen chipset roadmap for coffee lake cpus z370 z390 h370 h310 b360 q360 q370 Intel เตรียมเปิดตัวเมนบอร์ดชิบเซ็ต Intel Z390 ซึ่งพร้อมรองรับซีพียู Intel Gen 9th Ice Lake จำนวนคอร์ 8C/16T ในปี 2018

intel 8th gen core 3 Intel เตรียมเปิดตัวเมนบอร์ดชิบเซ็ต Intel Z390 ซึ่งพร้อมรองรับซีพียู Intel Gen 9th Ice Lake จำนวนคอร์ 8C/16T ในปี 2018

untitled 2 Intel เตรียมเปิดตัวเมนบอร์ดชิบเซ็ต Intel Z390 ซึ่งพร้อมรองรับซีพียู Intel Gen 9th Ice Lake จำนวนคอร์ 8C/16T ในปี 2018

ที่มา http://wccftech.com/



AMD Promotion 15 กันยายน – 15 ตุลาคม 2560 นี้เท่านั้น

15 09 2017 AMD Promotion 15 กันยายน – 15 ตุลาคม 2560 นี้เท่านั้น

ซื้อ Ryzen Threadripper รับฟรี Coolermaster masterliquid 240

ซื้อ CPU AMD Ryzen3 รับฟรี เสื้อโปโล AMD Ryzen 1 ตัว

การแลกรับของแถม

ส่งสำเนาบัตรประชาชน ที่อยู่ในการจัดส่งของแถม พร้อมถ่ายรูปสินค้าที่เห็น Serial ข้างกล่อง และใบเสร็จในการซื้อสินค้า ที่ระบุวันที่ ชื่อร้านค้า อย่างชัดเจน ส่งมาที่ Inbox Facebook: AMD Thailand

เงื่อนไข : 1 ใบเสร็จ / ของแถม 1 ชิ้น : ร้านค้างดร่วมรายการ : ของแถมมีจำนวนจำกัด