หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: OutSystems เพิ่มประสิทธิภาพด้วย 6 คุณสมบัติใหม่ ใน OutSystems 11  (อ่าน 845 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
iqpressrelease
Vmodtech Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1490


อีเมล์
« เมื่อ: 11 ตุลาคม 2018, 10:46:59 »


- ด้วยแพลตฟอร์ม low-code รุ่นใหม่ กับความก้าวหน้าครั้งสำคัญในการยกระดับระบบเดิม ให้ทันสมัยยิ่งขึ้น พร้อมแทนที่แอปพลิเคชั่น Portfolios ขนาดใหญ่

          OutSystems ประกาศเปิดตัว OutSystems 11 โซลูชั่น low-code ตัวแรกที่จะเข้ามาจัดการกับหนึ่งในปัญหา อันหนักหน่วงที่เหล่าผู้นำภาคไอทียุคนี้กำลังเผชิญ นั่นคือปัญหาติดขัดในระบบเดิม (legacy system) OutSystems 11 ต่อยอดมาจากแพลตฟอร์ม low-code อันดับหนึ่งที่บริษัทได้พัฒนาขึ้นสำหรับแอปบนเว็บ และมือถือ เพื่อนำเสนอขีดความสามารถใหม่ ๆ ที่ล้ำสมัยยิ่งขึ้น ซึ่งจะเปิดโอกาสให้องค์กรต่าง ๆ สามารถยกระดับ ระบบเดิมให้ทันสมัยยิ่งขึ้น พร้อมแทนที่ แอปพลิเคชั่น Portfolios ขนาดใหญ่

          "ปัญหาติดขัดในระบบเดิมนั้นเป็นเรื่องใหญ่" Paulo Rosado ซีอีโอและผู้ก่อตั้งของ OutSystems กล่าว "บริษัทต่าง ๆ ได้จัดสรรงบประมาณฝ่ายไอทีราว 70% ไปกับการดูแลแอปพลิเคชั่น Portfolios เดิมที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งรวมถึงระบบที่มีอายุการใช้งานมานาน ไปจนถึงระบบ ERP และ CRM ที่ปรับแต่งเยอะเกินควร นับเป็นภาระทางเทคนิคอันหนักหน่วงจนกลายเป็นอุปสรรคกีดกั้นนวัตกรรมทางธุรกิจ ทั้งยังเป็นการเปิดประตูให้คู่แข่งที่มีความคล่องตัวมากกว่าเข้ามาแทรกแซงด้วย"

          แนวทางทั่วไปในการรับมือกับภาระและปัญหาติดขัดในระบบเดิมนั้นคือการผ่าแอปแบบแพคเกจทั้งหมด หรือไม่ก็เริ่มดำเนินโครงการพัฒนาที่อาจใช้เวลาหลายปีและยังเป็นการเพิ่มความซับซ้อนให้โค้ดเบสด้วย ตัวเลือกทั้งสองล้วนเป็นเรื่องที่ทั้งช้า ใช้ต้นทุนสูง และมีความเสี่ยงสูง ขณะเดียวกันยังบีบให้เหล่าผู้นำภาคไอทีต้องยอมแลกระหว่างการควบคุม ความรวดเร็ว และความเรียบง่าย แต่ OutSystems 11 จะเข้ามาช่วยกำจัดปัญหาเหล่านี้ให้หมดไป ด้วยคุณสมบัติใหม่ 6 ประการที่ไม่เคยปรากฏให้เห็นมาก่อนในแพลตฟอร์ม low-code

          1. สถาปัตยกรรมแบบไมโครเซอร์วิสอันทันสมัย พร้อมคุณสมบัติวิเคราะห์ผลกระทบ ก่อให้เกิดโครงสร้างที่แข็งแกร่งทนทานแม้มีคลังแอปขนาดใหญ่ -- OutSystems 11 ช่วยร่นระยะเวลาได้หลายชั่วโมงในการตรวจสอบและแก้ไขปัญหาจากชุดแอปและระบบขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อน ขณะที่เทคนิควิเคราะห์ผลกระทบต่อระบบทั้งหมดในเชิงลึกก่อนเปิดใช้งานนั้น ยังทำหน้าที่แจ้งเตือนล่วงหน้าเพื่อป้องกันไม่ให้โครงสร้างหยุดทำงานด้วย ส่งผลให้ทีมงานมีความคล่องตัวมากขึ้น โดยสามารถคิดค้นและเปลี่ยนบริการและแอปพลิเคชั่นที่นำมาใช้ใหม่ได้อย่างปลอดภัย รวดเร็ว และเหมาะสมกับการใช้งาน

          2. ระบบควบคุมดูแลที่มาด้วยกัน เปิดโอกาสให้ตรวจสอบคลังแอปและบริการที่เชื่อมโยงถึงกันได้แบบเรียลไทม์ – ติดตามความเคลื่อนไหวของแอปทั้งหมด วิเคราะห์ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นก่อนที่จะกระทบต่อระบบอื่น ๆ ซึ่งรวมถึงระบบ SaaS และระบบภายนอกที่ใช้อยู่เดิม โดยระบบตรวจสอบแบบฝังตัว ประกอบกับฟังก์ชั่นวิเคราะห์และแผงควบคุมในตัวนี้ ทำหน้าที่แสดงตำแหน่งหรือสาเหตุที่แอปหรือบริการหนึ่งทำงานไม่ได้อย่างที่ออกแบบไว้

          3. ฟีเจอร์รองรับการทำงานเป็นทีมในลักษณะ Continuous Delivery เพื่อควบคุมดูแลทีมนักพัฒนาที่ทำงานบนแพลตฟอร์มเดียวกัน – กำหนดผู้ที่มีอำนาจสร้างและบริหารจัดการบริการ และผู้ที่มีสิทธิ์ใช้งาน โดยใช้โมเดลให้สิทธิ์ที่ครอบคลุมทุกแอปพลิเคชั่นและบริการ ซึ่งองค์กรทั้งหลายสามารถกำหนดโครงสร้างของตนตามกระบวนการส่งมอบงานของธุรกิจแต่ละประเภทที่ทำงานควบคู่กัน

          4. รองรับคอนเทนเนอร์เพื่อให้การดำเนินงานเป็นมาตรฐานและใช้ได้หลายระบบ – วางแอปพลิเคชั่นและบริการร่วมกับบรรดาผู้ให้บริการ container-as-a-service และ platform-as-a-service ชั้นนำอย่าง Amazon, ECS, Azure Container Service, Pivot PAS และระบบคอนเทนเนอร์ Docker แบบ on-premises เพื่อให้ติดตั้งได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทั้งยังปรับขนาดได้ ยืดหยุ่นยิ่งกว่า และใช้ได้หลายระบบ

          5. UI Framework ใหม่เพื่อให้ผู้ใช้งานมีประสบการณ์การใช้งาน (UX) ที่น่าพึงพอใจได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องใช้ทรัพยากรการออกแบบพิเศษ – การส่งมอบแอปด้วยยูสเซอร์อินเตอร์เฟซ (UI)

          ที่ล้ำสมัยและต่อเนื่องนั้น วันนี้ได้กลายเป็นเรื่องราบรื่นสำหรับเหล่าทีมนักพัฒนา โดย UI Framework ใหม่นี้ทำให้การส่งมอบประสบการณ์อย่างเหมาะสมตามกระบวนการส่งมอบต่าง ๆ กลายเป็นเรื่องง่าย ขณะเดียวกันก็มอบความต่อเนื่องให้กับแบรนด์และ UX ด้วย เหล่านักพัฒนาสามารถเข้าดูเทมเพลตและแพตเทิร์นหน้าจอที่ได้มาจากการวิเคราะห์แอปผู้บริโภคชั้นนำได้โดยตรงจากวิชวลเอดิเตอร์ของ OutSystems เพื่อนำไปปรับแต่ง ต่อยอด และใช้งานซ้ำได้ตามความต้องการ

          6. ฟีเจอร์ความปลอดภัยขั้นสูงสำหรับการปกป้องคลังแอปทั้งหมด ตั้งแต่ระยะพัฒนาไปจนถึงการติดตั้งและนอกเหนือจากนั้น – ยกระดับความปลอดภัยของระบบและแอปให้เหนือไปกว่าขีดจำกัดเดิม ๆ ในแวดวงไอที ด้วยแพลตฟอร์มที่ได้รับการออกแบบเพื่อความปลอดภัย โดยระบบประเมินความเสี่ยงอัตโนมัติ ประกอบกับระบบควบคุมการเข้าถึงแบบ Granular และฟีเจอร์ตรวจสอบความเคลื่อนไหวนั้น ทำหน้าที่เติมเต็มขั้นตอนที่ต้องใช้แรงคน และเปิดโอกาสในการตรวจสอบและวิเคราะห์สถานะที่จำเป็นของแพลตฟอร์มพัฒนาแบบ multi-experience

          OutSystems 11 เปิดโอกาสให้องค์กรต่าง ๆ จัดการกับแอปเดิมของตนได้ในรูปแบบที่แตกต่าง ซึ่งช่วยในเรื่องความว่องไวเมื่อเวลาผ่านไป และปลดเปลื้องภาระจากการใช้แอปเดิมให้หมดไป นอกจากนี้ โซลูชั่นดังกล่าวยังทำให้การเปลี่ยนไปใช้โมเดลการทำงานใหม่เป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น โดยตัวบริการจะรองรับไลน์การส่งมอบแยกกันตามการทำงานของธุรกิจหลัก ให้สอดคล้องกับความต้องการทางธุรกิจ
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: