หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: รู้ประวัติเมืองพุกาม ก่อนไปทัวร์พม่า  (อ่าน 87 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
goten
Vmodtech Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 106


« เมื่อ: 19 กรกฎาคม 2019, 10:55:07 »

เมืองพุกามเป็นเมืองดั้งเดิมตั้งแต่ยุคพุทธศักราชที่ 16 เป็นเมืองที่ติดอันดับเมืองที่มีสถานที่ท่องเที่ยวทางด้านประวัติศาสตร์ที่งามมากมายแห่งหนึ่งของประเทศพม่า โดยยิ่งไปกว่านั้นความโหฬารของเจดีย์จำนวนไม่น้อยกว่า 5,000 องค์ จนได้รับสมญาว่าเป็นเมืองที่เจดีย์สี่พันองค์ ซึ่งเป็นลักษณะที่บอกถึงความเจริญก้าวหน้าของศาสนาพุทธในประเทศพม่าได้อย่างดีเยี่ยมคนสามัญก็เลยตั้งชื่อเมืองพุกามนี้ว่าเป็นอู่อาริยธรรมของประเทศ

เมืองพุกาม ถูกแต่งตั้งโดยพระเจ้าอโนรธา ตั้งอยู่ริมน้ำอิรวดี แม้กระนั้นตอนนี้เหลือเพียงแค่กำแพงเมืองข้างในรวมทั้งด้านทิศตะวันออกแค่นั้น พูดกันว่า ปริมาณเจดีย์ที่จริงจริงนั้นมีเยอะมากๆกว่า 10,000 องค์ ซึ่งจัดว่าค่อนข้างจะยิ่งใหญ่มากมายเมื่อเทียบกับปริมาณเจดีย์ในตอนนี้ ที่แม้ว่าจะจำเป็นต้องสิ้นสุดไปตามระยะเวลา แต่ว่าเจดีย์ที่ยังคงอยู่นั้นโดยมากยังคงอยู่ในภาวะออกจะบริบูรณ์ เหตุเพราะพุกามเป็นเขตแล้ง ทำให้เจดีย์มิได้รับความย่ำแย่จากภัยที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติอะไรก็แล้วแต่ทั้งยังชาวพม่าก็ถือคติไม่ทำลายเจดีย์อย่างเคร่งครัด

อาณาจักรพุกามนั้นมีความรุ่งเรืองสูงสุดในพุทธศักราชที่ 16 นับได้ว่าเป็นยุคทองของอาณาจักรพุกาม เนื่องจากกษัตริย์ในวงศ์สกุลนี้ล้วนมีความเชื่อในพุทธอย่างมากมาย กษัตริย์หลายพระองค์นิยมสร้างเจดีย์ เพื่อเป็นการสร้างเสริมมงคลในรัชกาลของพระองค์จนถึงทำให้เมืองพุกามขึ้นชื่อว่าเป็นดินแดนที่สมุทรเจดีย์ 4000 องค์ อาณาจักรนี้ล่มสลายเพราะเหตุว่าการบุกรุกเข้าทำลายของกองกองทัพมองโกลที่นำโดยกุ๊บไลข่าน (Kublai Khan) ในปี พุทธศักราช 1830

เมื่ออาณาจักรพุกามล่มสลายลง ดินแดนที่นี้ก็เลยแตกออกเป็นอาณาจักรต่างๆหลายอาณาจักรเป็น เมืองหงสาวดีกลับไปเป็นของชาวมอญ เมืองอังวะ (Innwa) ก็ถูกครองโดยคนไทยใหญ่ในเมืองฉาน กำเนิดการรบระหว่างอาณาจักรเยอะมากหลายต่อบ่อยครั้ง โดยเหตุนี้ 200 กว่าปีถัดมา ชาวพม่าก็เลยได้เก็บรวบรวมชาติเดียวกันให้เป็นอาณาจักรโคนงอู (Taungoo) ขึ้น โดยมีกษัตริย์ที่สำคัญรวมทั้งมีอำนาจมากมายในยุคนี้ก็คือพระเจ้าบุเรงท่วม (King Bayinnaung) ในยุคของพระเองค์นี้เองที่กรุงศรีอยุธยาจำต้องสูญเสียเอกราชให้แก่พม่าหนแรก แต่ว่าสมเด็จพระพระราชามหาราชของไทยก็ได้กู้อิสระภาพคืนมาได้ กระทั่งเมื่อตอนสุดท้ายของอาณาจักรมาถึง อาณาจักรโคนงอูนั้นจำต้องแตกสลายไปด้วยเหตุว่าจำเป็นต้องรับกับสงครามรอบด้านทั้งยังจากอยุธยา มอญ รวมทั้งชาวยะไข่ (Rakhine) อันเป็นจุดจบสมัยที่ความก้าวหน้าไว้เท่านั้น

ในตอนราวปี พุทธศักราช 2295 อาณาจักรอันยิ่งใหญ่ของชาวพม่า ก็ก่อเกิดขึ้นอีกที ชื่ออาณาจักรคอนบอง (Konbaung) มีพระเจ้าอลองพญาขึ้นครองราชย์ พระองค์สามารถปราบหัวเมืองมอญรวมทั้งฝูงชนอื่นๆให้เข้ามารวมอยู่ในอาณาจักรนี้ได้ เมื่อมีความมั่นคงและยั่งยืนความเจริญของอาณาจักรก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ พระองค์ได้ทรงล้มล้างชาวมอญ แล้วก็ชาวยะไข่จนถึงเสร็จอีกที พร้อมกับเคลื่อนทัพมาจู่โจมกรุงศรีอยุธยาอีก แต่ว่าถัดมาพระองค์ก็เสด็จสิ้นพระชนม์ไปซะก่อน พระเจ้ามังระผู้ครองราชสมบัติสืบต่อมาก็สามารถได้รับชัยสำหรับในการทำลายกรุงศรีอยุธยาลงอย่างสั้นๆยยับ โดยความสามารถของแม่ทัพชื่อเนภรรยาวสีหบดี (ไทยสูญเสียเอกราชให้แก่พม่าเป็นครั้งที่ 2) ตั้งแต่ยุคของพระเจ้าอลองพญานี้เป็นต้นมาได้มีชาวต่างชาติเข้ามาในดินแดนพม่าเยอะๆ เริ่มจากชาวประเทศโปรตุเกสซึ่งเป็นประเทศมหาอำนาจสมัยแรกๆได้เข้ามาตั้งสถานีกิจการค้าขึ้นในตอนโดยประมาณพุทธศักราชที่ 21 ถัดมาชาวฮอลันดา ประเทศฝรั่งเศส รวมทั้งอังกฤษ ก็ได้เข้ามาร่วมค้าขายด้วยด้วยเหมือนกัน

ลัทธิล่าเมืองขึ้นอังกฤษนับว่าเป็นชาติมหาอำนาจในสมัยข้างหลังมีเหตุจำเป็นต้องมีความขัดแย้งกับกษัตริย์พม่าหลายครั้ง เนื่องจากว่ากษัตริย์พม่าเองได้แผ่อาณาเขตของอาณาจักรไปประชิตเขตเบงกอลของลัทธิล่าเมืองขึ้นอังกฤษ เพราะฉะนั้นอังกฤษก็เลยทำรบจนได้รับความมีชัยและก็ยึดอาณาจักรของชาวพม่าเข้ามาเป็นส่วนใดส่วนหนึ่งของจักรวรรดิของตนเองในปีต่อมา

ปี พุทธศักราช 2480 พม่าพากเพียรแยกตัวเป็นอิสระจากอังกฤษ พร้อมด้วยการเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้น ญี่ปุ่นได้เข้ามารุกรานถึงจักรวรรดิอังกฤษ และก็ชาวพม่าเองก็ได้เข้ามาร่วมมือกับกองทัพประเทศญี่ปุ่นเพื่อช่วยปล่อยชาติของตน กระทั่งพม่าสามารถประกาศเอกราชพร้อมๆกับการเกิดวีรบุรุษของชาติขึ้นเป็น นายอองซาน (Aung San) ในวันที่ 4 ม.ค. พุทธศักราช 2491

ภายหลังจากได้ทำประกาศเอกราช พม่าก็ปรับปรุงประเทศไปแบบลุ่มๆดอนๆประกอบกับการก่อร่างก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาเป็นเมืองชาติของพม่านั้นกลับจำต้องเจอกับปัญหาที่ร้ายแรงจำนวนมากหลายครา จากปัญหาที่เกิดจากทางตายด้านตำหนิชนิดที่มีวัฒนธรรมที่ต่างกันมากมาย จนถึงท้ายที่สุดจะต้องเปลี่ยนตนเองไปเป็นประเทศสังคมนิยม ตัดขาดจากโลกข้างนอกตามแนวนโยบายสังคมนิยมแบบพม่า

ปี พุทธศักราช 2505 ข้างทหารของพม่าขึ้นมามีอำนาจครองประเทศ ในชื่อที่ประชุมฟื้นฟูกฎที่ต้องปฏิบัติตามของชาติ หรือสลอร์ค (SLORC : State Law and Order Restoration Council) พร้อมด้วยการเกิดกระแสการอ้อนวอนระบบประชาธิปไตยจากพรรค NLD (National League of Democracy) ซึ่งนำโดยนางอองซานซูจี (Aung San Suu Kyi) บุตรสาวของนายอองซาน หัวหน้าพม่าคนสำคัญในสมัยก่อน ความไม่ถูกกันทางอุดมการณ์ทางการเมืองนี้เองก็เลยทำให้กระแสการอ้อนวอนดังที่ได้กล่าวมาแล้วก็ยังคงมีต่อเนื่องจนกระทั่งสมัยนี้

ที่มา : ทัวร์พม่า
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: