ROG Gjallar Gaming Soundbar Review
| Share | Tweet |
Introduction

สวัสดีครับ เจอกันวันหยุดสุดสัปดาห์กันอีกครั้งกับการอัปเดตไอเทมเติมเต็มความบันเทิงเจ๋ง ๆ ไปพร้อมกับเรากันดีกว่า โดยในวันนี้เรามีลำโพงซาวด์บาร์เกมมิ่งระดับท็อปฟอร์มรุ่นใหม่ล่าสุดจากแบรนด์ ASUS มาร่วมพูดคุยและเจาะลึกกันครับ ซึ่งถ้าใครที่ยังประทับใจกับความลื่นไหลระดับสายฟ้าแลบของหน้าจอสายอีสปอร์ตตระกูล ROG Strix ไปเมื่อบทความก่อน วันนี้เราจะสลับฝั่งมาเอาใจเกมเมอร์ที่ต้องการความกระหึ่มและมิติเสียงขั้นสุดกันบ้าง กับซาวด์บาร์ที่มีชื่อรุ่นว่า ROG Gjallar Gaming Soundbar ครับ
.
ซาวด์บาร์เกมมิ่ง ROG Gjallar รุ่นนี้มาพร้อมระบบเสียงรอบทิศทาง 2.1.2 Surround Sound ไฮไลท์เด่นสุด ๆ คือการรองรับระบบเสียงระดับโรงภาพยนตร์อย่าง Dolby Atmos® ถ่ายทอดมิติเสียงได้สมจริงทั้งทิศทางซ้าย-ขวาและมิติด้านบน ทำงานร่วมกับ Subwoofer ไร้สายพลังขับ 65 วัตต์ บนคลื่นความถี่ 5GHz ที่ให้เสียงเบสกระหึ่มหนักแน่นแต่แฝงด้วยความหน่วงต่ำ (Low-Latency) มอบประสบการณ์ 3D soundstage ที่โอบล้อมได้อย่างยอดเยี่ยม ไม่ว่าจะเล่นเกมแนว AAA หรือดูหนังฟอร์มยักษ์ก็ทำได้จบครบในเครื่องเดียวครับ
.
นอกจากนี้ตัวซาวด์บาร์ยังอัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะอย่าง Advanced Built-in AEC Microphones ที่เข้ามาช่วยตัดเสียงสะท้อนและเสียงรบกวนรอบข้าง ให้คุณสื่อสารกับทีมได้อย่างคมชัด ด้านการเชื่อมต่อก็สะดวกสบายจัดเต็มแบบ Multi-Platform รองรับทั้งพอร์ต USB-C, HDMI 2.1 (eARC) ที่สามารถ pass-through ภาพระดับ 4K@120Hz ได้อย่างลื่นไหล รวมถึง Optical, AUX และ Bluetooth® 5.3 และยังมีกล่อง All-in-One Audio Control Hub หน้าจอ LCD สุดล้ำเข้ามาช่วยให้เราปรับแต่งโปรไฟล์เสียงและไฟ RGB ได้ง่าย ๆ แค่ปลายนิ้วอีกด้วยครับ มาต่อกันเลยกับรายละเอียดของซาวน์บาร์นี้ครับ
..

.
.
.
PACKAGE APPEARANCE


กล่องบรรจุ ROG Gjallar Gaming Soundbar นั้นมีขนาดค่อนข้างใหญ่เลยครับเพราะเอาอุปกรณ์ทุกชิ้นใส่เข้าไปในนี้เลย

ในกล่อง ROG Gjallar Gaming Soundbar จะมีอุปกรณ์ที่ต้องใช้งานมาพร้อมสรรพเลย
1 x Adapter
1 x USB cable
1 pair of soundbar feet
1 x quick start guide
1 x warranty booklet

ชื้นนี้จะเป็น feet ของตัวซาวน์บาร์นะครับ เวลาจะติดเข้าไปก็จะสะดวกมากเนื่องจากระยะและร่องบากนั้นเค้าเตรียมเอาไว้ค่อนข้างดี เมื่อติดแล้วก็จะช่วยยกด้านหน้าให้เชิดขึ้น ให้เสียงพุ่งตรงเข้ามาหาหูเรา

นี่คืออุปกรณ์หลักทั้งสามชิ้นนะครับ ก็จะมีตัวลำโพงซาวน์บาร์ ตัวควบคุม และตัวซับวูฟเฟอร์

ตัวซาวน์บาร์ตั้นจะมีความยาวอยู่ที่ประมาณ 60 เซนติเมตรนิดๆ สูง 10.5 เซนเมื่อติดตั้งตัวรอง


ที่ด้านข้างขวามือนั้นก็จะมีปุ่มปรับแต่งเสียง เปิด/ปิด เลือกแหล่งที่มา และ EQ ส่วนด้านหลังก็จะมีพอร์ต USB 2.0 Type A สองช่อง

ที่แถบด้านขวามือในรูปนั้นก็จะมีแสงด้วยนะ


มุมที่จะเห็นว่าเงยเล็กน้อยเพื่อให้ยิงเสียงเข้าหาหูเรา


สำหรับตัวนี้จะเป็น control hub หรือจะเรียกว่า controller ก็น่าจะไม่ผิด ตัวนี้จะมีสายเส้นเดียวนะครับจะเป็นพอร์ตลักษณะคล้ายๆกับ USB Type C แต่จะมีพินล๊อคเพื่อบังคับให้เสียบให้ตรงด้วย



มาถึงตัวซับวูฟเฟอร์บ้าง ตัวซับนี้จะมีดอกขนาด 6.5 นิ้ว ที่ด้านหลังนี้ก็จะมีไฟแสดงผลการเชื่อมต่อ ปุ่ม pairing และที่ด้านล่างจะเป็นช่องเสียบไฟเลี้ยง
.
.
Power On

ลองเสียบไฟใช้งานฟังไปเรื่อยๆเพลินๆอยู่หลายวันเลยครับ กะว่าเอาให้เส้นสายและดอกลำโพงได้ยืดขยายให้เข้าที่เข้าทาง
.
Software Gearlink


ตัว ROG Gjallar Gaming Soundbar นี้ก็สามารถปรับแต่งค่าต่างๆได้ผ่านทาง gearlink นะครับ เข้าไปปรับได้ที่ลิงค์นี้ Gear Link หน้าแรกจะเป็น audio ซึ่งก็สามารถเลือกเล่นได้หลากหลาย เอาง่ายๆก็คือเลือกปรับเอาตามที่คุณชอบเลย ส่วน Subwoofer volume นี่ ผมแนะนำว่าลอง -3 หรือ -4 นะครับ ไม่อย่างนั้นดังเกิน

ไมโครโฟนที่เป็นบิลล์อินมาก็สามารถตั้งค่า echo cancellation และ noise reduction ได้จากหน้า Microphone นี้


หน้านี้เอาไว้ปรับแสงสีบนตัว control hub นะครับ

หน้านี้เอาไว้เผื่อใครที่ต้องการตั้งค่าปุ่มบน Control Hub ครับ

หน้านี้ก็เอาไว้เลือกทั่วๆไปของ ROG Gjallar


แสงสีบนตัว soundbar ก็ปรับได้จากหน้า lighting ได้เลย


ถ้าเราเสียบอินพุทไว้หลายชนิด เราสามารถกดเลือก หรือสลับ input ได้จาก control hub นี้ได้เลย สะดวกมาก

ผมก็ลองเล่นเกมที่ชอบทั้ง battlefield 6 และ Doom the dark ages เสียงที่ได้ก็มีความดุดัน หัวเสียงของปืนใน BF6 นี่หนักแน่นมาก

สำหรับการเล่นเกมนั้น ROG Gjallar ถือว่าเป็นลำโพงที่ถ่ายทอดเสียงในเกมออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมเลยครับ เนื้อเสียงย่านกลาง-สูงเปิดเคลียร์ ในขณะที่หัวเสียงย่านกลาง-ต่ำมีความดังและเด่นชัดมาก การจับคู่ทดสอบกับเสียงปืนและเสียงระเบิดในเกม Battlefield 6 นั้นให้มิติที่ได้อารมณ์และสะใจสุด ๆ ส่วนเสียงเครื่องยนต์และรายละเอียดสุ่มเสียงต่าง ๆ ในเกม Doom: The Dark Ages ก็ช่วยเสริมสร้างบรรยากาศรอบข้างให้โอบล้อมและน่าติดตามเพิ่มขึ้นไปอีกขั้นครับ
.
ต้องบอกก่อนนะครับว่า ในส่วนของการทดสอบเสียงเพลงนั้น ความรู้สึกส่วนตัวของผมอาจจะติดมาจากชุดลำลองที่ใช้อยู่บนโต๊ะคอมเป็นประจำด้วยครับ (เซ็ตของผมจะเป็นการต่อสาย USB จากเมนบอร์ด ไปเข้า DAC ASUS Essence One MKII ต่อเข้าพาวเวอร์แอมป์ NAD C270 แล้วผ่านสาย Alpha Core MI Center Stage ไปออกลำโพง NHT Super Zero) พอหูชินกับชุดแยกชิ้นแบบนี้ พอสลับมาฟังซาวด์บาร์สำเร็จรูปขนาดกะทัดรัด เลยทำให้จับสังเกตจุดเด่นและย่านเสียงต่าง ๆ ได้ชัดเจนขึ้นครับ
.
ในเวลาว่างที่ไม่ได้เล่นเกม ผมมักจะเปิดเพลงบน YouTube ฟังไปเรื่อย ๆ ครับ อย่างคลิป Relaxing Smooth Jazz Guitar by the Sea ที่เป็นแนวสมูทแจ๊สฟัง สบาย ๆ จากการทดสอบสังเกตได้ว่าเสียงกลางจะออกไปทางแห้งซักหน่อย เนื่องจากฮาร์โมนิกรอบ ๆ ตัวโน้ตนั้นมีค่อนข้างน้อย ส่งผลให้บรรยากาศที่เป็นพื้นเสียง (Ambience) ดูบางเบาลงไปบ้าง ซึ่งส่วนหนึ่งน่าจะมาจากข้อจำกัดด้านย่านความถี่ ที่เมื่อเสียงไต่ระดับสูงกว่า 8,000 Hz ขึ้นไปแล้ว กราฟเสียงจะลาดลงค่อนข้างเร็ว ส่งผลให้ประกายเสียงและมิติฮาร์โมนิกลดลงไปโดยปริยาย
.
และเมื่อสลับมาฟังคลิป Minimal Jazz for Hi-Fi Enthusiasts ที่เน้นเสียงเครื่องดนตรีอคูสติก แม้หัวเสียงของดับเบิลเบสจะมีความคมชัด แต่ขนาดของมวลเสียงเบสแฝงไม่ได้ใหญ่โตเท่าที่ควรจะเป็น แถมเนื้อเสียงเบสโดยรวมแอบไปบดบังย่านเสียงกลางและกลาง-สูงอยู่พอสมควร ทำให้โทนเสียงแหลมบางช่วงโดนกลืนหายไปบ้าง ทั้งหลายทั้งปวงนี้เมื่อเทียบว่ามันคือชุด Soundbar สำเร็จรูปขนาดกะทัดรัด ก็ต้องยอมรับว่ามันทำหน้าที่ในหมวดหมู่นี้ได้ดีสมตัวแล้วครับ
.
หัวเสียงของกระเดื่องที่เอลอยเหยียบในลิ้งค์ The Iconic Drumming Behind “Roots Bloody Roots” | Sepultura นี้ให้อิมแพกที่แน่นด้วยความถี่ที่เด่นของซาวน์บาร์ตัวนี้เลยครับ หนืดๆหน่วงๆแบบนี้เยี่ยมเลย ผมแอบชอบฝีมือเอลอยนะ รู้สึกดีเหมือนกันที่ย้ายมากระทุ้งให้ slipknot แม้ว่าจะชอบโจอี้ และเจอยู่พอสมควร และผมยิ่งรู้สึกดีกับการตอบสนองความถี่ที่กระชับ คม และไดนามิกที่ซาวน์บาร์ตัวนี้เปล่งเสียงออกมาใน Red Hot Chili Peppers - Can’t Stop - Live Earth, London - 07 เพราะมันสามารถถ่ายทอดเสียงเบสของไมเคิล บัลซารี และที่สุดคือจอห์น ฟรูชานเต เป็นที่แน่นอนแล้วว่าหากนำมาเล่นเกม หรือฟังเพลงเฮฟวี่ละก็ สะเด่าไปเลย
.
ปิดท้ายด้วยเรื่องความสวยงามของแสงสี RGB บอกเลยว่าออกแบบมาได้ตอบโจทย์สาวก ROG อย่างแท้จริงครับ นอกจากความเท่แล้วจุดเด่นสำคัญคือความสะดวกในการจัดวางที่ไม่เปลืองเนื้อที่บนโต๊ะคอมพิวเตอร์เลย ส่วนค่าตัวนั้นราคาเปิดตัวในต่างประเทศจะอยู่ที่ประมาณ 548 - 600 ดอลลาร์สหรัฐ (หรือราว ๆ 18,300 - 21,000 บาท) แม้จะเป็นราคาที่ค่อนข้างสูงไปนิด แต่เมื่อแลกกับฟังก์ชัน ภาพลักษณ์ และความเป็น Ecosystem ของ ROG แล้ว… เชื่อว่าสาวก ROG ไม่น่าพลาดด้วยประการทั้งปวงครับ!
.
.
ขอบคุณที่ติดตาม
CHANE
.
![]() |
![]() |
.
. .
ขอขอบคุณ
ASUS
EN












