CXMT เตรียมเพิ่มกำลังผลิต DRAM กว่า 100,000 เวเฟอร์ต่อเดือน รับตลาดหน่วยความจำที่ยังขาดแคลน
CXMT เตรียมเพิ่มกำลังผลิต DRAM กว่า 100,000 เวเฟอร์ต่อเดือน รับตลาดหน่วยความจำที่ยังขาดแคลน
CXMT ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำจากจีน มีแนวโน้มขยายกำลังการผลิต DRAM อย่างมีนัยสำคัญในช่วงสองปีข้างหน้า ตามรายงานจาก TrendForce และ Counterpoint Research ท่ามกลางสถานการณ์ขาดแคลนหน่วยความจำที่ได้รับแรงกดดันจากความต้องการชิป High Bandwidth Memory (HBM) สำหรับระบบ AI ที่เพิ่มสูงขึ้นคาดกำลังผลิตแตะ 600,000 เวเฟอร์ต่อเดือนในปี 2028
ข้อมูลจากรายงานระบุว่า ปัจจุบัน CXMT มีกำลังการผลิต DRAM อยู่ที่ประมาณ 320,000 เวเฟอร์ต่อเดือน และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 420,000 เวเฟอร์ต่อเดือนในปี 2027 หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 31% จากนั้น กำลังการผลิตมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องจนแตะ 600,000 เวเฟอร์ต่อเดือนภายในสิ้นปี 2028 คิดเป็นการเพิ่มขึ้นประมาณ 87.5% เมื่อเทียบกับระดับปัจจุบัน หนึ่งในปัจจัยสนับสนุนการขยายกำลังผลิตคือแผนพัฒนาโรงงานแห่งใหม่ในกรุงปักกิ่ง ซึ่งก่อนหน้านี้มีรายงานว่า CXMT กำลังมองหาการสนับสนุนจากภาครัฐสำหรับโครงการดังกล่าวมุ่งตลาด DRAM ทั่วไป รับความต้องการอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่ผู้ผลิตหน่วยความจำรายใหญ่อย่าง Samsung, SK hynix และ Micron ให้ความสำคัญกับการผลิต HBM เพื่อรองรับตลาด AI มากขึ้น CXMT กลับมุ่งเน้นการผลิต DRAM ทั่วไป ซึ่งมีกระบวนการผลิตแตกต่างจาก HBM ที่ต้องอาศัยการซ้อนและเชื่อมต่อชิปหน่วยความจำหลายชั้นด้วยเทคโนโลยีเฉพาะ การเพิ่มกำลังผลิตของ CXMT จึงอาจมีบทบาทต่ออุปทาน DRAM สำหรับตลาดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป ซึ่งกำลังเผชิญแรงกดดันจากปริมาณหน่วยความจำที่มีจำกัดและราคาที่สูงขึ้น
Apple อาจสนใจจัดหาหน่วยความจำจาก CXMT
รายงานยังระบุว่า Apple ถูกมองว่ามีความสนใจในการจัดหาชิปหน่วยความจำจาก CXMT เพื่อรองรับความต้องการผลิตภัณฑ์ของบริษัทในตลาดจีน อย่างไรก็ตาม ประเด็นด้านราคายังคงเป็นความท้าทายสำคัญ ก่อนหน้านี้มีรายงานว่า Apple ต้องการให้ CXMT ปรับลดราคา แต่ CXMT ปฏิเสธข้อเรียกร้องดังกล่าว และเสนอราคาที่มีรายงานว่าใกล้เคียงหรือสูงกว่าราคาจากผู้ผลิตหน่วยความจำรายใหญ่อย่าง Samsung แม้การขยายกำลังผลิตของ CXMT อาจช่วยเพิ่มทางเลือกให้กับตลาด DRAM แต่ผลกระทบต่อราคาและสถานการณ์ขาดแคลนหน่วยความจำโดยรวมยังต้องติดตามต่อไป โดยเฉพาะเมื่อความต้องการ HBM จากตลาด AI ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญของอุตสาหกรรม ที่มา: TrendForce, Counterpoint Research

